General Sale Agent (GSA) แตกต่างจาก Freight Forwarder อย่างไร
  • General Sale Agent (GSA) ดำเนินธุรกิจเป็นตัวแทนขายระวางสินค้าให้แก่สายการบิน โดยถูกมอบหมายจากสายการบินให้เป็นผู้บริหารจัดการและขายพื้นที่ระวางขนส่งสินค้าใต้ท้องเครื่องให้กับสายการบินแต่เพียงผู้เดียว โดยส่วนใหญ่มีรูปแบบสัญญา 2 ประเภท คือ (1) Minimum Guarantee (2) Cost plus
  • Air Freight Forwarder คือ ผู้รับจัดการขนส่งสินค้าทางอากาศ ทำหน้าที่เปรียบเสมือนร้านค้าขายปลีกในการซื้อพื้นที่ระวางขนส่งสินค้าจากเจ้าของพื้นที่ระวาง ได้แก่ Airline หรือ GSA รวมทั้ง Wholesale Freight Forwarder เพื่อนำพื้นที่ระวางไปขายต่อให้กับผู้ที่ต้องการขนส่งสินค้า เช่น ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก

ดำเนินธุรกิจให้บริการภาคพื้นสนามบินแก่เครื่องบิน ผู้โดยสาร และให้บริการคลังสินค้าภายในสนามบิน ในปัจจุบัน AOTGA มีประเภทธุรกิจในการให้บริการดังนี้

  1. ให้บริการภาคพื้นสนามบิน และผู้โดยสารภายในท่าอากาศยาน ได้แก่ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
  2. ให้บริการคลังสินค้าภายในท่านอากายาน ได้แก่
    • คลังสินค้าทั่วไป ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต มีพื้นที่ประมาณ 2,200 ตารางเมตร
    • คลังสินค้า Multimodal ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีพื้นที่ให้บริการ 780 ตารางเมตร
  3. ให้บริการทำความสะอาดภายในท่าอากาศยาน ทั้งหมด 6 สนามบินภายใต้การดูแลของ AOT ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ ท่าอากาศยานเชียงราย
  • ธุรกิจ Organic คือ ธุรกิจเดิมทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจที่กลุ่มบริษัทได้ให้บริการก่อนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ได้แก่ (1)กลุ่มธุรกิจการขนส่งสินค้าทางอากาศ (2)กลุ่มธุรกิจบริหารจัดการโลจิสติกส์สำหรับสินค้าอันตรายและเคมีภัณฑ์ (3)กลุ่มธุรกิจบริหารจัดการโลจิสติกส์ (4)กลุ่มธุรกิจการขนส่งสินค้าทางทะเลและทางบก ซึ่งผลดำเนินงานส่วนใหญ่จะถูกบันทึกเป็นรายได้ในงบการเงินของบริษัท
  • ธุรกิจ Inorganic คือ ธุรกิจที่บริษัทได้ขยายธุรกิจเข้าไปลงทุนในธุรกิจใหม่และธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องผ่านกลยุทธ์ Logistics & Beyond เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยผลดำเนินงานส่วนใหญ่จะถูกบันทึกอยู่ในส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมและบริษัทร่วมค้าในงบการเงินของบริษัท
  • สินค้าหลักที่ขนส่งสินค้าทางอากาศ ได้แก่ สินค้าอิเล็คทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ ผลไม้ อาหารสด แช่แข็ง สินค้า e-Commerce
  • สินค้าหลักที่ขนส่งทางทะล ได้แก่ สินค้าอิเล็คทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ ยางพารา สินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์พลาสติก

บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายการเติบโตของผลการดำเนินงานในปี 2569 ไว้ที่ระดับ 10-15% โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก 2 ประการ ดังนี้:

  • การเติบโตของกลุ่มธุรกิจการขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Freight): มุ่งเน้นกลยุทธ์การเพิ่มปริมาณการขนส่ง ควบคู่ไปกับการขยายอัตรากำไร (Profit Margin) ผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่:
    • การสร้างบริการใหม่เพื่อต่อยอดระบบนิเวศการบิน (Aviation Ecosystem): เปิดให้บริการ Airport Truck Link และการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transportation) เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลาง (Hub) ในการรวบรวมและกระจายสินค้าจากภูมิภาคสู่ทั่วโลก
    • การขยายบริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Air Charter Flight): เพื่อเตรียมความพร้อมและวางรากฐานสู่การเป็นผู้ให้บริการสายการบินขนส่งสินค้า (Cargo Airline) อย่างเต็มรูปแบบในช่วงต้นปี 2570
  • การขยายตัวผ่านการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Inorganic Growth): บริษัทฯ จะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการเข้าไปลงทุนในธุรกิจโลจิสติกส์ที่เกี่ยวเนื่อง โดยในปี 2569 จะมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจที่เป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก (Key Engines) ได้แก่:
    • บริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด (AOTGA): ผู้ให้บริการภาคพื้นแก่นักท่องเที่ยวและสายการบิน คาดว่าผลการดำเนินงานจะเติบโตอย่างต่อเนื่องตามการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว (โดยเฉพาะการฟื้นตัวของกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน) นอกจากนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเป็นผู้ประกอบการรายที่ 3 ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
    • บริษัท เอเชีย เน็ตเวิร์ค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (ANI): ผู้ให้บริการตัวแทนขายระวางสินค้าสายการบิน (GSA) คาดว่าผลการดำเนินงานจะเติบโตอย่างโดดเด่นจากปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์การขนส่งสินค้าทางอากาศที่ขยายตัว ตลอดจนกลยุทธ์การเพิ่มเส้นทางบินร่วมกับสายการบินพันธมิตร การแต่งตั้งสัญญาใหม่ และการเข้าลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจตัวแทนขายระวางสินค้ารายอื่น

ตามแผนงานที่วางไว้ บริษัทฯ จะประกาศเปิดตัวทันทีหลังจากได้รับใบอนุญาตครบถ้วน โดยคาดว่าจะอยู่ในช่วงปลายปี 2569 หรือหากเกิดความล่าช้า จะไม่เกินไตรมาส 1 ของปี 2570 ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มให้บริการในเส้นทางระหว่าง ไทย-เมียนมา และ ไทย-เวียดนาม เป็นลำดับแรก

จากการประเมินในเบื้องต้น ปริมาณการขนส่งสินค้าของบริษัทฯ ในเส้นทางตะวันออกกลาง คิดเป็นร้อยละ 20 ของปริมาณการขนส่งทางอากาศทั้งหมด และคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 4 ของปริมาณการขนส่งทางเรือ

สถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลให้สายการบินในแถบตะวันออกกลางยกเลิกเที่ยวบินในเส้นทางที่มีความเสี่ยงสูง นำไปสู่ภาวะขาดแคลนและพื้นที่ระวางขนส่งสินค้า (Space) ลดลงอย่างจำกัด ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้จึงส่งผลให้อัตราค่าระวาง (Freight Rate) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

บทสรุปผลกระทบ: บริษัทฯ คาดว่าสถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานอย่างจำกัด เนื่องจากแม้พื้นที่ระวางขนส่งสินค้าจะลดลงในระยะสั้นในช่วงที่เกิดความรุนแรง แต่อัตราค่าระวางที่ปรับตัวสูงขึ้นจะช่วยชดเชยรายได้ในส่วนดังกล่าว

สัดส่วนรายได้แบ่งตามประเภทธุรกิจ

  • กลุ่มธุรกิจการขนส่งสินค้าทางอากาศ: 57% ของรายได้รวม
  • กลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์สำหรับสินค้าอันตรายและเคมีภัณฑ์: 26% ของรายได้รวม
  • กลุ่มบริหารจัดการโลจิสติกส์: 17% ของรายได้รวม